
จากบทความที่แล้วที่บอกว่าจะเล่าเรื่องคอนกรีตให้ฟัง ขอเริ่มทยอยทีละเรื่องนะ เอาเป็นว่าวันนี้เรื่องคอนกรีตมวลเบาดีกว่า เพราะเห็นว่าเป็นที่นิยมและยังช่วยอำนวยความสะดวกสบาย จึงคิดว่ามันน่าสนใจที่จะนำมาเล่าสู่กันฟังดี
คอนกรีตมวลเบา เป็นนวัตกรรมวัสดุก่อสร้างรูปแบบใหม่สำหรับวงการก่อสร้างของไทย ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูง และเป็นทางเลือกใหม่แก่วงการก่อสร้าง เนื่องจากคอนกรีตมวลเบามีคุณสมบัติพิเศษที่แตกต่างจากคอนกรีตชนิดอื่นๆ คือ สามารถนำไปใช้สร้างบ้านได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ประหยัดแรงงาน และลดต้นทุนในการดำเนินการก่อสร้าง รวมทั้งสามารถช่วยประหยัดพลังงาน ป้องกันความร้อนได้ดี ทนเสียง มีความคงทนแข็งแรง และมีอายุการใช้งานนานกว่า 50 ปี
แรกพบคอนกรีตมวลเบา
คอนกรีตมวลเบาคือคอนกรีตที่เป็นสี่เหลี่ยม สำหรับขนาดก็มีหลายขนาด ดูคล้าย ๆคอนกรีตบล็อค แต่สีอ่อน ๆแทบจะขาว มีรูพรุนตลอดทั้งก้อน น้ำหนักเบาสมชื่อ ยกได้แน่ ๆ ตอนสมัยแรก ๆ ที่ได้รู้จักกับเจ้านี่ ก็ไม่ค่อยอยากจะเชื่อเพราะหน้าตาที่เห็นมันดูหนา ดูหนัก จึงเข้าไปลองยกดู มันก็เบาสมชื่อมันดี ซึงมีหลากหลายรูปแบบด้วยกันไม่ว่าจะเป็นแบบแท่ง แบบก้อน แบบแผ่นผนัง และแบบแผ่นหลังคา

คอนกรีตมวลเบาคืออะไร
มันเป็นผลิตภัณฑ์คอนกรีตที่ถูกออกมาใช้เพื่องานก่อสร้างผนัง พื้น เพราะคุณสมบัติที่เป็นพระเอกของมันคือเบา ทนความร้อนได้ดี ประหยัดการใช้พลังงาน ทนต่อการเพลิงไหม้ที่อุณหภูมิสูงได้ สามารถกันไฟได้นานกว่าผนังอิฐมอญและคอนกรีตบล็อคได้ถึง2ถึง4เท่าเลยทีเดียว
คอนกรีตมวลเบาก็สามารถแบ่งออกได้เป็น2ประเภท แยกตามกระบวนการผลิต
1 ผลิตโดยไม่ผ่านกระบวนการอบไอน้ำภายใต้ความดันสูง ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ การใช้วัสดุที่เบากว่าทดแทน เช่นขี้เลื่อย ขี้เถ้า และ การใช้สารเคมีเพิ่ม หรือเรียกว่า คอนกรีตมวลเบาระบบ CLC โดยเติมสารเคมีให้คอนกรีตฟู
2 กรรมวิธีผลิตด้วยการอบไอน้ำภายใต้ความดันสูง ซึ่งแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ การใช้ปูนขาวเป็นหลักในการผลิต หรือ Lime Base และ ใช้ปูนซีเมนต์เป็นหลักในการผลิต เรียกว่า Cemet Base
คุณสมบัติของคอนกรีตมวลเบาทั้ง 2 กลุ่มนี้ คุณภาพจะแตกต่างกัน เช่นคอนกรีตมวลเบากลุ่มที่หนึ่งกล่าวกันว่าสามารถใช้ปูนก่อและปูนฉาบทั่วๆไป ได้แต่ยังไม่มีใครกล้ารับรอง อัตราการดูดซึมน้ำสูงและมีการหดตัวมากซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ปูนฉาบแตก ร้าวได้ง่าย และไม่ค่อยแข็ง ต้องบ่มให้ได้อายุจึงจะได้ค่าสเตร้งสูงและใช้งานได้ดี ส่วนกลุ่มที่ 2 ต้องใช้ปูนก่อและปูนฉาบ เฉพาะสำหรับคอนกรีตมวลเบาเท่านั้น แต่การใช้ปริมาณปูนก่อและฉาบต้องน้อยกว่าปูนก่อหนาเพียง 2-3 มม. ขณะที่ปูนฉาบหนาเพียง 0.5-1.0 ซม.เท่านั้น
เมื่อเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียระหว่างคอนกรีตมวลเบากับคอนกรีตปกติพบว่า 1. คอนกรีตมวลเบามีความแข็งแรงน้อยกว่าคอนกรีตปกติ เนื่องจากมีโพรงอากาศภายในเนื้อคอนกรีต(เป็นรูพรุน ๆ) ดังนั้นคอนกรีตมวลเบาจึงเหมาะสำหรับงานตกแต่งภายใน หรืองานฉนวนกันความร้อน 2. ในเรื่องความคงทนพบว่า คอนกรีตมวลเบาไม่สามารถทนการกัดกร่อนจากสารเคมี ความเค้นทางกายภาพและการกระทบกระแทกเนื่องจากแรงภายนอกได้ เนื่องจากคอนกรีตมวลเบามีโพรงอากาศอยู่ภายใน ดังนั้นคอนกรีตมวลเบาจึงไม่เหมาะสมกับการใช้งานในสภาพที่มีสารจำพวกซัลเฟต เจือปน อยู่หรือในสภาพดินชื้น ดังนั้นในการนำไปใช้งานควรมีการฉาบผิวเพื่อป้องกันการสึกกร่อน 3. การนำความร้อน คอนกรีตมวลเบาเป็นตัวนำความร้อนที่เลว เนื่องจากในเนื้อคอนกรีตมีโพรงอากาศมาก ทำให้คอนกรีตเบาดูดซึมความร้อนได้ไม่ดี
4. มีความสามารถทนไฟได้ดี กำลังรับแรงดึงมากกว่าคอนกรีตปกติ
5. คอนกรีตมวลเบาสามารถรับกำลังและมีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างเหล็กกับเนื้อคอนกรีตได้ต่ำ 6.สามารถกันเสียงได้ 7.งานไว ค่าแรงงานจึงไม่สูง

ในปัจจุบันมีการพัฒนาคอนกรีตมวลเบารูปแบบใหม่ๆขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในนั้นก็คือการสอดไส้ฉนวนกันความร้อนไว้ด้านในบล็อก เทคโนโลยีของผู้ผลิตคอนกรีตมวลเบา COOL BLOCK ซึ่งฉนวน Expanded Polystyrene ที่อยู่ตรงกลางจะทำหน้าที่กันความร้อนและความชื้นเข้าสู่ภายในบ้าน ทำให้มีอัตราการนำความร้อนที่ต่ำกว่าคอนกรีตมวลเบาทั่วไปถึง 3 เท่า และมีอัตราการดูดซึมน้ำที่ต่ำกว่าคอนกรีตมวลเบาทั่วไป 15%
วันนี้ก็ขอจบเพียงเท่านั้น คราวหน้าอาจมีเรื่องฮวงจุ้ยมาฝาก
|